กพร. จับมือ อมิตา ต่อยอดเทคโนโลยี “รีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพ” ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรม EV สู่เชิงพาณิชย์


เมื่อเร็วๆ นี้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ร่วมกับบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการจัดทำผลการวิจัยและเทคโนโลยีในการรีไซเคิลขยะแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เสียหาย ขยายผลออกไปสู่กลุ่มการผลิตภาคอุตสาหกรรม จุดมุ่งหมายคือการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบทางเลือกและส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ

นายอดิทัต วสินนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยว่า หน้าที่หลักของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คือ การบริหารจัดการวัตถุดิบ สร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับภาคอุตสาหกรรม ทั้งวัตถุดิบจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (วัตถุดิบหลัก) และวัตถุดิบทางเลือกที่ได้จากขยะรีไซเคิลหรือของเสีย (วัตถุดิบรอง) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับประเทศ มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลมากกว่า 90 รายการ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดคือเทคโนโลยีสำหรับการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เสื่อมสภาพ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานสามารถประกอบเซลล์แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำในรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กและอุปกรณ์กักเก็บพลังงานได้ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าใช้แล้วอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ได้ผงอิเล็กโทรดคุณภาพสูง (Black Mass) ที่มีความเจือปนต่ำ จึงนำกลับมารีไซเคิลผ่านกระบวนการทางโลหะวิทยาเพื่อให้ได้สารตั้งต้นทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ (Lab Scale) และโรงงานระดับนำร่อง (Pilot Scale) ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน


นายฉัตรพล ศรีปทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สำคัญในการขับเคลื่อนโลกสู่พลังงานสะอาด อย่างไรก็ตามหากประเทศไม่มีระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่เหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวในด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในทางกลับกัน หากแบตเตอรี่เหล่านี้ถูกทิ้งโดยไม่รีไซเคิล ประเทศจะสูญเสียวัตถุดิบสำคัญที่สามารถนำมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตได้ ดังนั้นการรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงไม่ใช่แค่การกำจัดของเสียเท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ความมั่นคงด้านวัตถุดิบและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ อมิตา พร้อมสนับสนุนการจัดซื้อแบตเตอรี่และวัสดุจากกระบวนการผลิตเพื่อศึกษาและพัฒนา อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และทดสอบวัตถุดิบที่ได้จากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยของภาครัฐมาประยุกต์ใช้ ผสมผสานกับประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญของภาคอุตสาหกรรมและความพร้อมด้านการผลิตในการร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ชำรุดสามารถขับเคลื่อนจากห้องปฏิบัติการและระดับโรงงานต้นแบบไปสู่การใช้งานในอุตสาหกรรมจริง” นายฉัตรโฟน กล่าว


นายกิตติพันธ์ บางยี่ขัน ผู้อำนวยการฝ่ายวัตถุดิบและนวัตกรรมอุตสาหกรรมต่อเนื่อง กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การจัดหาวัตถุดิบทางเลือกคุณภาพสูงที่ได้จากการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่หมดอายุการใช้งาน ควรรีไซเคิลและใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเศษแบตเตอรี่ได้ไม่ต่ำกว่า 260,000 บาทต่อตัน และลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรภายในประเทศและส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“วัตถุประสงค์หลักของกระทรวงความปลอดภัยและอาชีวอนามัยคือการนำผลการวิจัยไปสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยร่วมมือกับ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บริษัท เพียว เอ็นเนอร์จี จำกัด (มหาชน) หรือ EA เป็นผู้นำในภาคพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ดังนั้น นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีนี้มาสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ทักษะของบุคลากรทั้งสองฝ่ายจะได้รับการพัฒนาในการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า” กล่าวโดยผู้อำนวยการใหญ่ กระทรวงอุตสาหกรรมเบื้องต้นและเหมืองแร่ ข้อสังเกตสรุป